เทพ โพธิ์งาม ตลกร้ายของชีวิต

ฉากหน้าของนักแสดงตลกคือรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นั่นคือความจริง แต่เป็นเพียงครึ่งเดียว หากหยดน้ำตานั้นไม่ใช่ความทุกข์เสมอไป

เอ่ยชื่อสุเทพ โพธิ์งาม บางคนอาจสับสนและตั้งคำถามว่าเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับ เทพ โพธิ์งาม อย่างไร สิ้นสุดความสงสัยได้เลย เพราะนั่นคือชื่อตามบัตรประชาชนของชายคนที่เราคาดหมายอยู่ 

เรารู้จักเขาในฐานะนักแสดงตลกขั้นเทพ (สมชื่อ) ผู้มีความสามารถเจนจัดในวงการบันเทิง เขายังคงรับงานแสดงอันหลากหลาย ทั้งนักร้อง พิธีกร ละครภาพยนตร์ จนสามารถเพิ่มดีกรีเป็นผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ และล่าสุดกับบทบาทเจ้าของคอนเสิร์ต “โชว์ป๋า พูดจาภาษาเทพ”

เทพ โพธิ์งาม เป็นคนปราจีนบุรี เชื้อสายอีสานแต่กำเนิด แต่กลับลงไปเติบโตในแดนใต้ จังหวัดนราธิวาส และเริ่มชีวิตทำงานที่หาดใหญ่กับหน่วยฉายหนังกลางแปลง ได้เงินค่าจ้างวันละ 5 บาทเท่านั้น ต่อมามีโอกาสเป็นนักพากย์การ์ตูนในหนังกลางแปลงอยู่เกือบ 7 ปี แล้วชีวิตก็พลิกผันให้ไปคลุกฝุ่นเป็นกรรมกรในโรงถ่านสักพักหนึ่ง 

“ออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 12-13 ปี ต้องขอบคุณพ่อแม่ที่เขาไม่มีสมบัติอะไรให้เรา ถ้าเขามีให้ เราก็คงไม่เห็นอะไรแบบนี้ มันเป็นกำไรชีวิต ที่เรียนที่ไหนไม่ได้ มันสุดยอดมาก ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย เราก็จะไปเจอชีวิตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แบบนี้ ตรงนี้มันน่าสนใจกว่า คนที่เริ่มจากศูนย์ มันน่าเรียนรู้มากกว่าอยู่สูงแล้ว เพราะนั่นแปลว่าไม่มีอะไรให้เรียนรู้แล้ว พอเจอปัญหา จน เจ๊ง ความฉิบหาย ก็ไม่รู้จะแก้ยังไง ไม่เหมือนเด็กที่หากินด้วยตนเอง เขาจะรู้ว่าจะไปของเขาได้ยังไง” 

เมื่อชีวิตลิขิตเองได้ เทพก็เลือกกำหนดให้สองขาเดินบนเส้นทางมายา เขาไม่แน่ใจว่า มันคือพรสวรรค์ด้านการแสดงหรือไม่ แต่ที่จำได้  ตอนเป็นเด็กชอบเอาผ้ามาขึงเป็นโรงลิเก เอาไม้ไผ่มาทำระนาด เอาหนัง เอากล่องมาทำเป็นกลอง แล้วก็พากย์เสียง สนุกไปตามประสา 

จินตนาการขนาดจิ๋วของเขา ทำให้เชื่อมั่นลึกๆ ว่า นี่คือความตั้งใจที่ฝังรากลึกมานานแล้ว ยิ่งพอมาเจอวงดนตรีเพลิน พรมแดน ประกอบกับหลงใหลเสียงตัวเองอยู่แล้ว ก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา  

เมื่อได้รับการชักชวนจาก เด่น ดอกประดู่ให้มาเล่นตลกหน้าเวที และต่อมาได้เข้าร่วม คณะ เด่น เด๋อ เทพ และคณะตลกซูเปอร์โจ๊ก ชีวิตชายหนุ่มโนเนมคนนี้ก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ชื่อเสียงที่ถาดโถมใส่ ทำให้เขาโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงยาวนานกว่า 40 ปีแล้ว

หากจะถามเคล็ดลับอยู่ยั้งยืนยงในวงการ หนึ่งในสุดยอดนักแสดงตลกเมืองไทย บอกว่าปณิธานในอาชีพนักแสดงตลก คือเทคนิคการเล่น เขาจะไม่เอามุกเก่ากลับมา ซ้ำใหม่ หรือแม้กระทั่งก๊อบปี้สไตล์ของใคร 

“เราต้องเอาออกจากตัวเรา ต้องมีความเป็นศิลปิน อย่างไมเคิล แจ็คสัน ต้องออกมาจากตัวเอง ออกมาจากความคิดเขา เขาถึงเป็นซูเปอร์สตาร์ตลอดกาล”

และในบรรดาศาสตร์การแสดงหลายด้านที่เขาเคยสัมผัส เทพบอกว่าเขาชอบอาชีพนักแสดงตลกมากที่สุด  เพราะตระหนักแล้วว่ามันไปได้ไกลกว่าแขนงอื่น วิชาชีพนี้ให้โอกาสเรียนรู้ และได้บทเรียน มากกว่าการเป็นดารา หรือนักร้อง อาชีพตลกทำให้เขามีสิทธิ์แสดงออกได้มากกว่า  ยิ่งถ้าใครเจนจัด ก็สามารถจะเป็นได้ทุกทางไม่ว่าจะเป็นละคร หรือภาพยนตร์ก็สุดแล้วแต่ความชอบ 

“แม้จะอยู่ในวงการนานกว่า 40 ปีแล้ว แต่เราก็แค่ 3-4 ขั้นใน 10 ขั้นเท่านั้น มันยังมีต่อยอดได้อีก”

นอกจากจะฝากฝีไม้ลายมือในการทำงานแล้ว อัธยาศัยก็เป็นสิ่งสำคัญเท่าเทียมกัน

“ป๋าเทพ” ฉายาในวงการบันเทิงที่ใครๆ เรียกกันจนติดปาก บอกว่าตนเองโชคดีเหมือนมีปาฏิหาริย์ เวลาอยู่กับใครก็จะเป็นที่พึงพอใจไปเสียหมด เจ้านายจะชอบและรักเขาเสมอ 

ถึงแม้จะทำตัวไม่ดีเท่าไร บางครั้งยังกล้าด่าผู้เป็นนายด้วยซ้ำ เอกลักษณ์ “หามๆ” แต่มีวิธีการทำงานจริงจัง เรียกได้ว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็อดจะพูดสวนกลับไปไม่ได้ กลับเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจ ถึงเจ้านายจะเกลียด และอาจจะโกรธตอนแรก แต่พอกลับไปนึกว่าตนเองก็ผิดจริงและมองกลับมาที่ความสามารถ เจ้านายทุกคนก็ยังอยากเรียกใช้เขาต่อไป

ณ เวลานี้ ชีวิตของชายสูงอายุวัย 60 ปี ผู้สวมรองเท้าที่ปราศจากถุงเท้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนกลายเป็นคาแรกเตอร์ติดตัว กับฉายานักธุรกิจเอสเอ็มอี “เจ๊งไม่เป็นท่า” ก็ไม่ทำให้เขายี่หระกับคำครหาแง่ลบ แล้วฉุดตัวเองให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินตามปากใครเขาพาไป 

ที่ผ่านมา เขาเคยแยกร่างส่วนหนึ่งจากวงการบันเทิงเพื่อประกอบธุรกิจหลายประเภท ตั้งแต่เปิดร้านขายของชำ อู่ซ่อมรถ ร้านเสริมสวย หรือกระโดดจับโครงการบ้านจัดสรร ซึ่งประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก จนเป็นเหตุให้เขาต้องเป็นบุคคลล้มละลาย ขณะที่หลายคนมักจะได้ยินเกียรติศัพท์เรื่องการลงทุนผลิตน้ำข้าวกล้อง ยี่ห้อ โพธิ์งาม และมันก็ตามเกม คือ ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

หากเป็นคนธรรมดา อาจท้อแท้และล้มเลิกความคิดจะสร้างอะไรต่อไป แต่  “ป๋าเทพ” ไม่เคยคิดจะหยุด และยอมแพ้เลยสักครั้ง

“ตอนทำธุรกิจ ป๋าคิดแต่ว่า ไปเรียนรู้ด้วยตัวเองเลย ซวยไม่ซวยอย่างไร ก็อยู่ตรงนั้นแหละ แม้ส่วนมากจะซวยก็เถอะ แต่ป๋าก็มีข้อคิดอย่างนึงว่า เดินดีกว่า อย่าอยู่นิ่ง คิดดูเองแล้วกันว่า นิ่งกับเดินอะไรดีกว่าล่ะ”

เขาบอกต่อว่า สมองคนเราคิดได้ตั้งเยอะ คิดได้เป็นล้านอย่าง ตายไปก็หมดไปแล้ว และโลกมีไว้ให้เราเรียนรู้ ไม่ใช่ที่พักอาศัยให้อยู่ แล้วรอวันตาย ถ้าอย่างนั้นก็เสียชาติเกิด ฉะนั้นจงทำต่อไป 

“เขาทำได้ กูต้องทำได้ ธรรมชาติเขาให้เรามา เหมือนทองคำ เขามีไว้อยู่แล้ว แต่เรามีปัญญาขุดขึ้นมาใช้หรือเปล่า ฉะนั้นความคิดทุกอย่างมีอยู่แล้ว จะคิดได้รึเปล่า เอามาใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่า”

และประโยชน์ที่ว่าต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ศักยภาพ และพรสวรรค์ด้านการแสดงที่มีอยู่ และลงมือทำด้วยความสุขเต็มเปี่ยม

เทพจึงเดินกลับย้อนมาที่จุดเดิม จุดที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขา และเลือกที่จะปลดแอก และแหกคอกวงการเสียใหม่
 เขาเล่าว่า อาชีพนักแสดงนั้น เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับสอง เพราะเขาสนใจอาชีพการผลิตภาพยนตร์ ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งในการสร้างศิลปะเป็นอันดับแรก เขาต้องการสร้างสิ่งใหม่และแตกต่าง ฉีกออกมาจากเดิมๆ ที่คนดูคุ้นชิน เขาเชื่อมั่นว่าความบันเทิงที่ปรากฏในบ้านเรานั้น มันเหมือนกันไปหมด ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว

“ยังไงก็อยากทำธุรกิจอยู่เหมือนเดิม  แต่ชอบสร้างเอง กำกับเอง เพราะภาพที่ออกมาเป็นอย่างที่เราคิด เมื่อก่อนคิดว่า กูอยากจะได้อย่างนี้ แต่มันไม่ใช่ ก็ไม่รู้จะสื่ออย่างไร แต่ตอนนี้เราคิดได้ สร้างภาพได้ มันพอใจ มีความสุขมาก ยิ่งได้มานั่งเขียนบท มันอยู่ได้ทั้งคืน”  

ขณะที่ต้องทุ่มเทให้กับความฝัน เทพก็ยังมีตำแหน่ง “ผู้นำครอบครัว” ที่ต้องรักษาการ 

คุณพ่อของนักร้องค่ายลักษ์มิวสิก อย่าง  ทอฟฟี่-นิชาภา โพธิ์งาม และลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ไทค์-ธนาพล โพธิ์งาม เล่าถึงสไตล์การเลี้ยงดูลูกฉบับป๋าเทพว่า จะไม่เลี้ยงลูกอยู่ในหิน หรือประคบประหงมเหมือนลูกแก้วเด็ดขาด 

ป๋าเทพดึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้กับลูกทั้งสองคน  เขาบอกว่าเด็กอีสานที่ไปอยู่ใต้เหมือนเขานั้น สิ่งที่ได้คือ ประสบการณ์เอาตัวรอด ไม่มีพี่น้อง ไม่มีญาติ ทำให้ต้องเรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตนเอง 

“หากคนเราเลี้ยงลูกแบบถนอม ไข่ในหิน ไม่ยอมให้เผชิญโลก หรือออกไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง ต่อไปลูกก็จะไปไหนไม่ได้เลย ฉะนั้นต้องปล่อยให้ออกไปสู้ชีวิตเอง แล้วเมื่อไรที่เจ็บปวดมา บอกเขาว่าบ้านนี่แหละจะเป็นรังไว้รักษาตัว พอหายแล้วค่อยออกไปใหม่”

คนที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ชั่วโมงบินสูงอย่างเทพ โพธิ์งาม อาจไม่ใช่ต้นแบบที่ดีสำหรับนักธุรกิจมือใหม่ก็จริง แต่ประสบการณ์และวิธีคิดสุดเท่ของเขา ทำให้เถ้าแก่น้อยที่กำลังล้ม อยากจะสูดหายใจลึกๆ แล้วลุกขึ้นยืนใหม่ พร้อมติดปีกความกล้า เพื่อเตรียมเทคออฟอีกครั้ง

“เราทำดีที่สุดแล้ว และจงภูมิใจกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา แล้วรู้ว่าชีวิตที่ดีต้องเดินต่อไปอย่างไร”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s