สะใจ! ละอ่อนเมืองเหนือ “แฟต เฟส”ขนศิลปินสุดม่วน

 

ละอ่อนเชียงใหม่ยกนิ้วให้ม่วนใจสุด ๆ สำหรับ “แฟตเฟส โชว์เหนือ” ภาค 2 ตอนต่อของ “แฟต เฟส ไตรภาค” โดย คลื่นอ้วน 104.5 แฟต เรดิโอ โต ๆ มัน ๆ เจ้าแรกเจ้าเดียว! ที่กล้าจัดเต็มนำความม่วนระดับไฮพีคให้ชาวแฟตภาคเหนือได้ชมกันแบบต่อเนื่องทุกปี งานนี้ เฮนรี่จ๋อง นำทัพดีเจคลื่นแฟตมาป๊ะหน้าต้อนรับกันแบบครบชุด อาทิ ปาล์ม ฐิตวินน์, โด๋ว มรกต, น็อต ยุทธนา, สอง พาราด็อกซ์, เอ้ วรายุทธ, ฤทธิ์ วราฤทธิ์ ฯลฯ พร้อมด้วยเพื่อนพ้องร่วมค่าย อย่าง อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ที่นำทีมขบวนดีเจคลื่น 102.5 เชียงใหม่ ร่วมทักทายแฟนแฟต ณ ลานม่วนใจ๋ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ด้วย
 
ความสนุกเรียงรายมาให้สัมผัสตั้งแต่หน้างาน ไม่ว่าจะเป็น ตลาดเพลง ที่รวมผลงานเพลงอัลบั้มล่าสุดของเหล่าศิลปินดังมาวางขายครั้งแรก รวมไปถึง ตลาดของทำมือ ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจากไอเดียแปลกใหม่สร้างสรรค์ และอีกจุดหนึ่งที่เหล่าละอ่อนฮือฮาให้ความสนใจกับงานศิลปะ “นักร้องมองใคร” ห้องสุดพิเศษที่ทำให้สามารถล่วงรู้ว่าศิลปินที่โชว์อยู่บนเวทีนั้นกำลังมองอะไรอยู่ แถมยังมีการจัดโซน “ขายหน้า” ฝึกทักษะความอดทนชาวเหนือกับการพับหน้ากากรูป กรุง ศรีวิไล  และ ป๋าเทพ โพธิ์งาม แบบ 3 มิติ ให้ใส่เล่นอวดความเป็น เด็กกรุง เด็กเทพ กันอย่างสนุกสนาน ตลอดโซนความสนุกตามเวทีคอนเสิร์ต 3 เวที แบ่งเป็น 2 เวทีใหญ่ ให้เหล่าศิลปินขั้นเทพมาโชว์เพลงกันสด ๆ อาทิ พี.โอ.พี., โดม-ปกรณ์ ลัม, ลุลา, ทเวนตี้ไฟว์อาวเออร์ส, เสลอ, กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่, มายด์, พิจิกา, เครสเซนโด้, น็อค เดอะ น็อค, ละอองฟอง, เดอะ เยอร์ส, ซุปเปอร์เบเกอร์, โอ–ปาวีร์ ฯลฯ และอีก 1 เวทีเล็ก เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่พกพรสวรรค์มาโชว์ฝีไม้ลายมือกันจะ ๆ เรียกว่าไม่ทำให้เสียยี่ห้อคลื่นอ้วนช่างคิดอีกเช่นเคย
 
ส่วนภาคอีสานฟิตกันไว้ให้ดี ๆ เพราะครั้งต่อไปจะขึ้นไปยัง จ.ขอนแก่น  กับ “แฟตเฟส มันถึงแก่น” ในวันเสาร์ที่ 10 มี.ค.นี้ ณ หอประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป จำหน่ายบัตรแล้วที่ข้างเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เซ็นทรัลพลาซ่า ขอนแก่น เป็นต้น หรือติดตามทางแฟนเพจ http://www.facebook.com/fatradio

Advertisements

เทพ โพธิ์งาม : แบบอย่างของคนที่มีความสุขกับ “วิถีแห่งการเดินทาง”

เทพ โพธิ์งาม : แบบอย่างของคนที่มีความสุขกับ “วิถีแห่งการเดินทาง”

23/09/2010 View: 1,728 <!–3 comments–>

                                           
        ดีพัค โชปรา คุรุด้านจิตวิญญาณ คนสำคัญคนหนึ่งของโลก เขียนไว้ในหนังสือ “The Seven Spiritual Laws of Success” (หรือในชื่อภาคภาษาไทยว่า “7 กฎ ด้านจิตวิญญาณ เพื่อความสำเร็จ” แปลโดย นันท์ วิทยดำรง) ว่า..

        …ความสำเร็จ คือ “วิถีแห่งการเดินทาง”…ความมั่งคั่งทางวัตถุ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ องค์ประกอบ ที่ช่วยทำให้วิถีแห่งการเดินทางนั้น มีความสนุกสนานขึ้นเท่านั้น….

        …ความสำเร็จยังหมายรวมถึง การมีสุขภาพที่ดี การเต็มไปด้วยพลัง และความกระตือรือร้นในชีวิต การมีสมรรถภาพที่สมบูรณ์ การมีอิสระในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ การมีความมั่นคงทางอารมณ์และทางจิต การมีความรู้สึกที่ดี และการมีความสงบสุขภายในใจ…

        เมื่อวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันดังกล่าว ในหน้าบันเทิง หน้าที่ 24 มีสกู๊ป ครึ่งหน้า ซึ่งได้นำเสนอเรื่อง “เทพ โพธิ์งาม กับความล้มเหลวที่แสนภูมิใจ” แล้ว พบว่า ศิลปินตลกชื่อดัง อย่างเทพ โพธิ์งาม นั้น เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่สามารถ “เข้าใจ” และ “เข้าถึง” หลักการ และหรือกฎเกณฑ์แห่งจักรวาล ที่สำคัญประการหนึ่ง ได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งก็คือหลักการ และกฎเกณฑ์ ที่ว่า “ความสำเร็จ คือวิถีแห่งการเดินทาง” ดังที่ดีพัค โชปรา ได้เขียนไว้ นั่นเอง!!

        ดังนั้น ผมจึงใคร่ขออนุญาตคัดลอกข้อเขียนดังกล่าว มาลงไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ :-

        เป็นข่าวเป็นคราวให้สะดุ้งเฮือกกันได้เหมือนกัน เมื่อจู่ๆ ตลกรุ่นลายครามอย่าง สุเทพ โพธิ์งาม หรือ “ป๋าเทพ” ตามที่คนในวงการเรียกขาน ก็ถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายแบบไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว แต่เพียงไม่ถึงสัปดาห์ที่เราได้มีโอกาสพูดคุยอย่างใกล้ชิด ตลกวัยใกล้ 60 ยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะบอกว่า มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลยสักนิด ไม่มีใครตาย หรือทรัพย์สินต้องสูญไปจากเหตุการณ์นี้ นั่นหมายถึงเขาไม่ได้ไปปล้น ฆ่า หรือค้ายาเสพติดให้คนอื่นต้องเดือดร้อน

        “ถ้ามันแก้ไขอะไรไม่ได้ก็ติดคุกกันไป” เขาว่า
        “ไม่ตายนี่”

         อย่างที่ทราบกันว่า ก่อนหน้านี้ระหว่างที่ดำรงชีวิตด้วยอาชีพนักแสดงตลกมา 30 ปี เทพก็หาอย่างอื่นทำไปด้วย ทั้งร้องเพลง, ขายน้ำข้าวกล้อง, เปิดร้านขายของชำ และอู่ซ่อมรถ ซึ่งทั้งหมดล้วนจบลงด้วยคำว่า “เจ๊ง”

        จนหลายคนส่ายหน้าตั้งคำถามเอากับเขาว่า เป็นเทพ โพธิ์งาม ซะเฉยๆ ก็น่าจะดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? จะต้องดิ้นรนให้เดือดร้อนไปทำไม?

        “คนที่คิดแบบนั้นคือคนที่ตายแล้ว”

        “เรายังกระหยิ่มในใจของเราอยู่ทุกวันว่า เขาทำได้อย่างเราหรือเปล่า คุณอาจจะร่ำรวยร้อยล้านพันล้าน แต่คุณก็ทำอย่างเดียวนะ ได้แค่นั้นเหรอ เราไม่รวย แต่ทำได้มากกว่าเยอะเลย มันเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้น่ะ”

        “เรามาจากศูนย์ ไม่กลัวหรอกถ้าจะต้องกลับไปศูนย์อีก ยิ่งอายุมากก็ยิ่งต้องรีบทำ เพราะเดี๋ยวจะไม่ได้ทำแล้ว ไม่ใช่ว่าอายุมากแล้วจะพัก สวรรค์ให้ทุกอย่างเรามา สมอง แขน ขา เราคงไม่เก็บไว้เฉยๆ เพราะคนที่เก็บไว้เฉยๆ คือคนโง่ คนที่หยุดคือคนที่ตายแล้ว เวลาที่เป็นมนุษย์ก็ทำไปสิ ในโลกนี้มีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ อีกกี่ร้อยชาติก็ไม่หมด”

        “คนเราคิดว่ารวยแล้วจะพอแค่นั้นเหรอ ไม่คิดจะหาประสบการณ์อะไรใหม่ๆ เลยเหรอ เขาให้โอกาสเรามาแล้ว ถ้าชาติหน้าเกิดเป็นหมูหมา ก็ไม่มีโอกาสแบบนี้แล้วนะ”

        “สมองไว้คิด มือไว้ทำ ขาเอาไว้เดิน ก็ต่อสู้กันต่อไป ร่างกายก็เอาไว้สัมผัสสิ่งที่เราต้องเจอกับประสบการณ์ว่าเดินไปตรงนี้เจ็บนะ มันจะได้มีอะไรไปสอนลูกหลานว่า อย่าเดินนะตรงนั้นมันมีหนาม”

        “บางคนต้องรอให้ทำถนนก่อนถึงไปได้ แต่เราไม่ใช่ เราไปตั้งแต่ยังไม่ถางเลย ตั้งแต่เป็นป่าละเมาะ มีหนามเลย รู้แล้วก็สอนเด็กๆ รุ่นหลังได้ว่า อย่ามา ตรงนั้นเจ็บ เรานำทางเขาว่าอย่าให้ไปเจอสิ่งที่ไม่ดีนะ แล้วก็เป็นเรื่องจริงด้วย เพราะเราไปเจอมาด้วยตัวเอง ไม่ใช่ตามทฤษฎีที่ใครบอกมา”

       “ทุกวันนี้คิดว่าเหมือนเราได้เรียนรู้ในมหาวิทยาลัย แต่ในมหาวิทยาลัยนี้มีอะไรให้เลือกเรียนเยอะเลย จบวิชานี้ก็ไปเรียนวิชาโน้น มันเป็นความสนุก แล้วอีกหน่อยเราก็ตาย ผมไม่ได้หวังร่ำรวย เพียงแต่ก็ทำไป จบเมื่อไรเมื่อนั้นก็คือตาย”

       ความผิดพลาดที่เอื้ออำนวยให้เกิดคำว่า “เจ๊ง” ป๋าเทพบอกว่ามันก็แค่ค่าหน่วยกิตที่ต้องเสียก็เท่านั้น

       “อาจจะแพงก็จริง แต่มันก็คือความสุข เพราะถึงเราจะเก็บเงินได้เป็นล้าน สักวันมันก็ต้องหมด ไม่ใช่ว่าตายแล้วเอาไปด้วยได้ จะมานั่งเสียใจทีหลังว่ารู้อย่างนี้น่าจะทำไอ้นั่นไอ้นี่ก็ไม่ได้แล้ว ทำเลยดีกว่า เวลาตายจะได้สบายใจ เพราะกูได้ทำมาเยอะแล้ว”

       “ไม่ใช่ว่าอยากจะทำนั่น ทำนี่ แต่เพิ่งมาคิดได้เอาตอนป่วย”

       “ความผิดพลาดจะทำให้เรามีมานะ ต่อสู้ ถ้าคนเราไม่สู้ มันก็จบน่ะสิ เดี๋ยวไปเจออะไรที่หนักกว่านั้นไม่ตายเหรอ”

        เขาบอกว่าเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นก็ยังเยอะ แต่เมื่ออายุมากขึ้น เห็นสิ่งต่างๆ มามาก เจอทั้งเพื่อนฝูง คนเฒ่าคนแก่ที่ตายจากกันไป ก็คิดได้ว่า สุดท้ายมนุษย์ก็แค่นี้เองน่ะเหรอ

        “เห็นคนตายก็คิดในใจว่า มนุษย์เรานะไม่มีคุณค่าจริงๆ เลย ตายแล้วได้ทำอะไรไว้บ้างหรือเปล่า สิ่งที่ดีที่ถูกต้อง ที่ไม่เกี่ยวกับความร่ำรวยน่ะ ดังนั้น เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ก็ควรจะทำอะไรที่ดีและไม่เบียดเบียนคนอื่นเอาไว้ให้มาก”

         ป๋าเทพในฐานะพ่อของลูกบอกว่า ความคิดเหล่านี้เขาไม่เคยเอาไปยัดเยียดไว้ในหัวของทายาทคนใด เพราะทางในชีวิตเมื่อ 60 ปีล่วงมา กับชีวิตที่ต้องเดินไปข้างหน้ามันต่างกัน

         “เดินไปเองเลยลูก ถ้ามันเซอย่างไรพ่อจะคอยประคอง แต่ข้างหน้าต้องเห็นเอง เจอเอง แก้ไขเอง เพราะยุคเรากับยุคเขามันคนละยุค เขาอาจจะเห็นอะไรที่มันแปลกๆ ใหม่ๆ มากกว่าที่เราเห็น อันนั้นเราผ่านมาได้แล้ว แต่ยุคใหม่นี่ลูกต้องเดินเองนะ ต้องเผชิญกับมัน ฉะนั้นหัดเอาไว้ซะ พยายามเดินให้แข็งไว้”

          “ผมเป็นคนไม่อุ้มลูก แต่ชอบมอง มองว่าเขาจะบินได้หรือยัง ปีกแข็งหรือยัง แต่ต้องบินเองนะลูก พ่อจะบินให้ดูหน่อย แต่คงไม่บินกับแกไปตลอด ต่อไปแกอาจจะบินได้ดีกว่าพ่อ”

          “ตอนนี้เราไม่ห่วงอะไรลูกแล้ว เขาโตแล้ว แต่เรามีรังอยู่นะ ลูกบาดเจ็บเมื่อไร หรือว่าบินไปชนอะไรเข้า กลับมานะลูก กลับมารังของเรา มารักษาตัวซะก่อน ดีเมื่อไรค่อยออกมาบินใหม่ ไม่ใช่ว่าอย่าบินอีกนะ บินแล้วเดี๋ยวก็กลับมาเจ็บอีก ผิดนะ พ่อแม่ที่สอนลูกแบบนี้ มันเรื่องของเขาแล้ว เราต้องสอนให้เขาบินเอง ใช้ความคิด ใช้สมอง ให้มันหลุดพ้นจากสิ่งที่มันจะเจ็บปวด”

            “ทุกวันนี้ก็พยายามทำตัวอย่างให้เห็น ว่ามันเป็นแบบนี้ไม่ต้องไปทำอะไรจริงจังกับชีวิตมากนัก ทำไปเถอะ ทำอะไรได้ก็ทำไป ถ้าผลตรงนั้นมันดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ดีก็หาทางใหม่”

             เทพบอกว่าชีวิตวันนี้เมื่อเทียบตามสัดส่วนก็ไม่ต่างจากเมื่อก่อนมากนัก เขาเคยเป็นพระเอกหนังตลกที่ทำงานได้มากที่สุดเมื่อ 30 ปีก่อน วันนี้ไปไหนมาไหนก็มีคนให้การยอมรับ แต่สิ่งที่ภูมิใจกับชีวิตมากที่สุดก็คือความล้มเหลวทั้งหลายทั้งปวงที่คนอื่นพากันส่ายหน้านั่นแหละ

             “มันคือกำไรชีวิตที่เราได้ทำแล้ว สัมผัสมาแล้ว ต้องเข้าใจนะว่ามันหาซื้อไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำ เราภูมิใจที่ได้ทำตรงนี้ การที่เราทำอะไรก็เจ๊ง ก็ล่มจม แต่มันจบไปแล้ว จะมาคิดทำไม เราทำดีที่สุดแล้ว”

              “แต่เรามาถึงตรงนี้เราก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะนะ ที่มหาวิทยาลัยชีวิตเนี่ย สิ่งที่เราได้เรียนรู้มาเนี่ยอาจจะแค่ชั้น ป.2 ป.3 เท่านั้น มันยังมีอย่างอื่นให้เราได้เรียนรู้อีกเยอะ” 

                “แต่ที่ภูมิใจกับมันก็คือ เรารู้มาแล้วว่าตรงไหนเป็นอย่างไร เดินอย่างไรเจ็บ ไปตรงไหนปวด อะไรที่เจ็บมากเจ็บน้อย เรารู้แล้วว่าต่อไปจะเดินอย่างไรให้ดีกับชีวิต”

               เมื่อได้อ่านสิ่งที่ศิลปินตลก เทพ โพธิ์งาม ได้คิด พูด และทำ ไว้ ณ ตรงนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ไม่ธรรมดา เขาอาจไม่เคยได้อ่าน หรือศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิญญาณ มามากมายอะไรนัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่า “ไม่เคยเลย” ด้วยซ้ำไป แต่ต้องยอมรับโดยดุษณีว่า เขาเป็นคนเพียงไม่กี่คน ที่สามารถเข้าใจ และเข้าถึง หลักการ และกฏเกณฑ์แห่งจักรวาล ที่สำคัญประการหนึ่ง ที่ว่า “ความสำเร็จ คือ วิถีแห่งการเดินทาง” ได้เป็นอย่างดี และตราบใดที่เขายังคงมีความสุขกับการเดินทาง ตราบนั้น ใครล่ะ? ที่จะกล้ากล่าวหาเขาว่า เขาเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ?

               เขาไม่ควรได้รับความสงสาร ความเวทนา ความเห็นใจ ความไม่เข้าใจ แต่อย่างใดเลยทั้งสิ้น ที่เขาสมควรได้รับมีเพียงประการเดียวเท่านั้น คือ ได้รับ “การคารวะ” จากผม และจากทุกคน!!

เทพ โพธิ์งาม: ตลกที่ไม่ยอมตลกกับการกินเนื้อสัตว์

tep01.jpg
tep01.jpg [ 23.93 KiB | เปิดดู 1381 ครั้ง ]
เทพ โพธิ์งาม: ตลกที่ไม่ยอมตลกกับการกินเนื้อสัตว์ (1)

(ต้องขออภัยหากในบทสัมภาษณ์ อาจมีภาษาพ่อขุนรามบ้างประปราย)
* บทความนี้ตัดตอนมาจากนิตยสาร “ค.คน” ปีที่ 5 ฉบับที่ 4(52) กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เทพ โพธิ์งาม ตลกดัง ผู้เห็นความเท่าเทียมกันของทุกชีวิต

ทุกครั้งที่ไปทานอาหารนอกบ้านกับครอบครัวเพื่อนฝูงในวงการ หรือกับใครก็แล้วแต่ เทพ โพธิ์งามคือคนที่บริกรยืนรอสั่งอาหารนานที่สุด

ตลกรุ่นใหญ่จะพลิกเมนูไปมาเพื่อดูรายชื่ออาหารโดยละเอียด ก่อนที่สุดท้ายจะสั่งอะไรที่มันไม่เคยมีอยู่ในรายการ

“เอาเส้นใหญ่ราดหน้า เอาแต่เส้นกับผัก เวลาผัดเส้นหรือเคี่ยวน้ำห้ามใส่น้ำปลา และห้ามใช้น้ำมันหมู สรุปง่าย ๆ ว่า ทำยังไงก็ได้ แต่อย่าเอาอะไรที่เกี่ยวกับสัตว์มาให้กูแดก”

เมนูอาหารของเทพเล่นเอาบริกรถึงกับงงและขำขันในความเป็นคนบ้าน ๆ ไปในคราวเดียวกัน มันฟังดูเหมือนว่ายาก แต่จริง ๆ แล้วก็คืออาหารง่าย ๆ และในความง่าย ๆ มันก็ดูมีความยาก

นับจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 9 ปีแล้วที่เทพลด ละ เลิก การบริโภคเนื้อสัตว์ได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใหญ่อย่างวัว หมู สัตว์ปีกอย่างเป็ด ไก่ หรือสัตว์ทะเลอย่างกุ้ง หอย ปู ปลา สัตว์เหล่านี้ไม่เคยมาเป็นซากศพอยู่ในร่างกายของเขา

“เราเริ่มจากสัตว์ใหญ่อย่างวัวก่อน วัวนี่เลิกมา 30 กว่าปีน่าจะได้ ความจริงเราไม่ได้คิดว่าจะเลิกหรอก เพราะเมื่อก่อนก็ชอบกิน ชอบมากด้วย แต่พอเราไปเห็นภาพที่เกิดขึ้นแล้วมันไม่ไหว”

“ภาพ” ในความหมายของเทพ หมายถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเดินทางกลับจากไปเล่นตลกที่ จ.ร้อยเอ็ดเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะนั้นเป็นเวลาราวตีสี่ เขากำลังขับรถไปตามถนนมิตรภาพ โดยมีจุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก และลูกวงคนอื่น ๆ หลับอยู่ที่เบาะหลัง ทุกอย่างดูเป็นปกติธรรมดาดังเช่นการเดินสายทุกครั้งทว่าเมื่อรถเข้าสู่ จ.ขอนแก่น เทพก็ได้เจอกับความน่าสยดสยอง อันเป็นที่มาให้เลิกกินสัตว์ใหญ่

“รถบรรทุกวัวมันชนกับรถทัวร์ เละเต็มถนนไปหมดเลย ทั้งซากวัว ซากคน คิดดู เลือดมันแดงเต็มถนนยาวไปเป็นกิโล แล้วกลิ่นคาวมันเข้ามาในรถเหม็นยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด พอขับไปอีกสัก 1 กิโล มีลูกวัวตัวหนึ่งเดินร้องมอ ๆ ตามหาแม่ ในสภาพกระดูกหัก ตาเตอนี่ถลนออกมมาข้างนอกหมดแล้ว มันเดินกะโผลกกะเผลกไปตามสัญชาตญาณสุดท้าย เรียกได้ว่าภาพแต่ละภาพที่เห็นแม่งเหมือนรกเลย มันติดตาไปตลอดทั้งวัน แต่มันก็ดีที่เราได้เห็น เพราะพอเห็นตรงนั้น เราก็สว่างตรงนั้น พอเช้ามาเราก็ไม่กินเนื้อวัวอีกเลย”

“ส่วนไอ้สัตว์ทุกอย่างนี่มาตัดได้ก็ตรงที่เราไปนั่งดูดบุหรี่อยู่ตรงครัวหลังคาเฟ่ แล้วมีคนแม่งเอาปู เอากุ้งเอาสัตว์เป็น ๆ มาหนีบเหล็กแล้วก็วางเผาไฟบนเตา เรามองไปเห็นมันดิ้นแพร่ด ๆ เห็นแล้วไม่ไหว ลุกหนีออกมาเดี๋ยวนั้น แล้วก็บอกกับตัวเองเลยว่า ต่อไปนี้กูไม่แดกแม่งแล้ว หยุดหมด ไม่ว่าสัตว์เป็นสัตว์ตาย”
——————————————————————————–
เทพ โพธิ์งาม: ตลกที่ไม่ยอมตลกกับการกินเนื้อสัตว์ (1) .http://www.oknation.net/blog/bluecandle … 19/entry-2.วันที่เข้าถึง 9 กรกฎาคม 2553

ชมรมเทิดคุณธรรม

——————————————————————————–

เทพ โพธิ์งาม: ตลกที่ไม่ยอมตลกกับการกินเนื้อสัตว์ (2)

(ต้องขออภัยอาวุโส หากในบทสัมภาษณ์ อาจมีภาษาพ่อขุนรามบ้างประปราย)
* บทความนี้ตัดตอนมาจากนิตยสาร “ค.คน” ปีที่ 5 ฉบับที่ 4(52) กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เทพ โพธิ์งาม – ยอดตลกที่มีเมตตาต่อสัตว์โลก
อย่างที่กินมังสวิรัติ เชื่อว่ามันเป็นเรื่องของบุญของกรรม

มันเกิดมาจากความเมตตาก่อน ไม่รู้ว่ากรรมหรืออะไรไม่รู้ กูเป็นคนไม่ถือศีลอะไรให้มากมายหรอก ไม่ใช่ว่าต้องไปอยู่ในถ้ำ ต้องนั่งสมาธิ กูไม่ใช่คนอย่างนั้น แต่กูมีจิตเมตตา พอเมตตาปุ๊บอะไรมันก็จะดึงกันมาได้เอง พอเรามีเมตตาอย่างหนึ่ง ไอ้เรื่องจะไปเบียดเบียนชีวิตอื่นเราก็จะไม่ทำ จะทำดีทำชั่วอยู่ตรงจิตนี่ล่ะ จิตหักได้ไหม หักใจได้ไหม หักสิ่งโลภได้ไหม หักสิ่งที่เห็นแก่ตัวได้ไหม ถ้าหักได้ชีวิตมึงก็สบายแล้วนะ ไม่หวังอะไร ไม่ต้องไปโลภอะไรแล้วทุกวันนี้ จะว่าไปกูก็หักไปได้เยอะ แต่ก็ยังไม่ได้หักหมดนะ ก็มีบ้างเล็กน้อย เพราะเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่อรหันต์ มันก็ต้องมีบ้าง ไอ้ที่ไม่ดีก็มี แต่เราก็ดูว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายมากมาย ถ้าเกิดมันเลวร้ายจริง ๆ ชาติชั่วจริง ๆ ไอ้ตรงนั้นเราก็รู้

บางคนบอก กินไปเถอะ มันเกิดมาเพื่อเป็นอาหาร

ก็เห็นพูดอย่างนั้น อาหาร มันเกิดมาเป็นอาหาร กูถามว่ามันบอกกับมึงหรือยัง มันพูดกับมึงหรือยังว่ามันเป็นอาหาร ไก่ เป็ด
หมู หมา กา ไก่ วัว ควาย เขาพูดกับมึงหรือยัง มนุษย์แม่งคิดเองหมด มึงรู้ไหมว่าความเจ็บปวดเขาเท่ากับมึงที่เจ็บปวด ถ้ามึงไปปาดคอเขามันก็เหมือนที่เขาปาดคอมึงนั่นแหล่ะ แล้วจำไว้เลย สักวันต้องมีคนมาปาด เพราะกรรมนี่มันหนีไม่พ้น

ผมว่าคนเชือดหมูเขาอาจจะคิดว่า กูทำให้แก่มนุษย์อีกหลายคน เขาอาจจะคิดว่า กูได้บุญ หรือไม่เป็นไรก็ได้

มันอาจจะคิด แต่ว่าพระพุทธเจ้าเขาไม่คิดกับมัน เขาไม่มีสอนตรงนั้น มึงฆ่าไปแจกเขา ไอ้ตรงนั้นมึงก็ได้ส่วนหนึ่งแล้ว โอเค มึงอาจจะฆ่าหมู ตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วไปแจกชาวบ้านที่เขาอดอยาก แต่มึงต้องรับกรรมตรงความเจ็บปวดของเขาที่มึงเชือดเขา มึงต้องรับแน่ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่กูไม่ทำดีกว่า

คนฆ่าวัวฆ่าอะไรเวลาจะตายมันร้องอย่างกับวัวเลย ไอ้สัตว์ บางคนก็ร้องกันอย่างกับหมู ไอ้ที่ร้องออกมาเพราะอะไร คนจะตายมันมองเห็นภาพออกมา

คิดในเชิงโภชนาการมันก็ต้องกินเป็ดกินไก่ ไม่งั้นจะเอาโปรตีน เอาคุณค่าทางอาหารจากไหน

มึงบอกไม่มีโปรตีน สัตว์มันเลือกกินอย่างมึงหรือเปล่า กูเห็นวัวควายแม่งก็กินหญ้าอย่างเดียว มันไม่ได้กินไก่กินหมูอะไรแบบมึง แต่ทำไมมันแข็งแรง มึงไปสู้กับมันสิ เอาไหม ไอ้* จับมันยังไม่อยู่ อย่างมึงนี่กูให้สามเลย

พระพุทธเจ้าเขาเป็นคนที่รู้ในสัจธรรม อย่าไปฆ่าอย่าเบียดเบียนสัตว์นะ มันเป็นบาป แต่มนุษย์เรานี่เสือกบอกว่าสัตว์เป็นอาหาร เขาก็ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้กิน แต่เขาเตือนอยู่เรื่อยว่า ถ้าทำกรรมก็ต้องรับกรรมนะ และเราอยากทำอย่าไปบ่น รู้ไหมมนุษย์นี่เป็นชั้นที่สามารถเลือกได้ เป็นมนุษย์นี่ประเสริฐเพราะอะไร เพราะมันสามารถเลือกได้ มึงจะขึ้นสวรรค์ก็ได้ ลงนรกก็ได้ มึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำได้ มึงทำบุญก็ได้ มึงทำบาปก็ได้ จะเลือกไปทางไหนล่ะ มึงคิดเอาเอง มึงทำไปแล้วมันก็อยู่กับตัวมึงนะ มันไม่อยู่กับใครหรอก มึงอย่าบ่นแล้วกัน จะมาร้องมาโอดมาครวญกัน โอ๊ย เป็นมะเร็ง โอ๊ย เป็นเบาหวาน เป็นความดัน มันไม่ได้เกี่ยวกับอยู่ ๆ เราเป็นหรอก

มึงไปทำอะไรล่ะ มึงกินเขาเข้าไป กรรมมันตอบสนองมึงอยู่ไง มึงไม่ได้ฆ่าก็จริง แต่มึงกินร่วมกับเขา เขาเรียกว่ากรรมร่วม เหมือนมึงเล่นไพ่ ไอ้คนดูต้นทางเขาถูกจับกุม มึงก็โดน ไอ้ตัวคนเฝ้าก็โดนเหมือนกัน ไม่ได้เล่นมันก็ต้องโดน หลักการเดียวกัน แต่นั่นมันคือหลักกฏหมาย มันมีเปลี่ยนแปลงได้ แต่กฏแห่งกรรมมันเปลี่ยนไม่ได้ มึงทำเท่าไหร่มึงก็รับไปเท่านั้น

——————————————————————————–
เทพ โพธิ์งาม: ตลกที่ไม่ยอมตลกกับการกินเนื้อสัตว์ (2) .http://www.oknation.net/blog/bluecandle … 19/entry-3.วันที่เข้าถึง 9 กรกฎาคม 2553